Leveraged buyout
ต่อเนื่องจากโพสก่อน
เป็นกลยุทธ์โดยทั่วไปของ Private equity (กองทุนเอกชน) ที่มักจะใช้กัน
โดยพื้นฐานแล้ว ผู้จัดการกองทุนจะได้รับผลตอบแทนแปรผันตามผลตอบแทนที่กองทุนทำได้ ดังนั้นผู้จัดการกองทุนจึงมีแรงจูงใจให้กองทุนทำกำไรได้มากที่สุด
ดังนั้น หากกองทุนหนึ่งอยากเข้าซื้อกิจการซักกิจการ ก็มักจะการใช้เงินกู้เพื่อเข้าซื้อ โดยใช้กิจการนั้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน
หากเข้าซื้อกิจการโดยตรง
สมมติให้กิจการที่จะเข้าซื้อมูลค่า 100 ล้านบาท โดยคาดหวังว่ากิจการนั้นๆจะมีกำไร 10% ต่อปี
เข้าซื้อกิจการโดยตรง
หากความคาดหวังเป็นจริง การลงทุนนี้จะมี ROI (Return On Investment) ที่ 10*100/100 = 10%
แต่ถ้าหากคาดการณ์ผิด กิจการได้กำไรเพียงแค่ 1 ล้านบาท และกองทุนจำเป็นต้องขายกิจการนั้นออกไป
ราคาที่ขายได้หากยังอิงกับ ROI ที่ตลาดคาดหวังที่ 10% หมายความว่ากิจการจะมีมูลค่า 10 ล้านบาท
คิดเป็นขาดทุน 100-10 = 90 ล้านบาท
ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้
ใช้ leveraged buyout
เพื่อป้องกันความเสี่ยง กองทุนสามารถเลือกวิธีการจัดตั้ง SPV (Special Purpose Vehicle) คือบริษัทจัดตั้งพิเศษ ด้วยเงิน 20 ล้านบาท
และให้ SPV กู้เงินอีก 80 ล้านบาท จากสถาบันการเงิน โดยใช้กิจการที่จะซื้อเป็นหลักประกัน (เหมือนบุคคลธรรมดากู้ซื้อบ้าน)
ใช้การกู้เงินเพื่อซื้อกิจการ
ในตัวอย่างนี้ เราจะสมมติตัวเลขว่าการกู้เงิน 80 ล้านบาท มีดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย 7.5% ต่อปี คิดเป็นปีละ 6 ล้านบาท
หากความคาดหวังเป็นจริง การลงทุนนี้จะมี ROI (Return On Investment) ที่ 4*100/20 = 20%
กำไร 10 ล้านบาท - ดอกเบี้ย 6 ล้านบาท = ปันผลที่กองทุนได้ 4 ล้านบาท จากเงินลงทุน 20 ล้านบาท
ฉากทัศน์ที่การลงทุนได้ตามคาดหวัง
และหากคาดการณ์ผิด โดยกิจการได้กำไรเพียงแค่ 1 ล้านบาท ซึ่งไม่พอจ่ายดอกเบี้ย
SPV ก็จะประกาศล้มละลายและธนาคารก็จะยึดกิจการนั้นไปขายทอดตลาด โดยที่หนี้จะไม่ไปถึงกองทุนหลัก
ฉากทัศน์ที่การลงทุนผิดพลาด
ดังนั้น กองทุนหลักจะขาดทุนแค่เงินลงทุนก้อนแรก คิดเป็นขาดทุน 20 ล้านบาท
ซึ่งโดยทั่วๆไปแล้ว กองทุนสามารถเลือกปลดคนในกิจการหรือลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ
เพื่อให้พอมีเงินสดจ่ายดอกเบี้ยรวมถึงปันผลคืน จนกระทั่งยื้อไม่ไหวแล้วค่อยปล่อยล้มละลายก็ได้
รวมถึงธนาคารก็มีกระบวนการจำกัดความเสี่ยงของตัวเองเช่นกัน